รู้ทัน วัคซีนไข้เลือดออก ฉีด 3 เข็มสกัดโรค 6 ปี

ศ.นพ.ธีระพงษ์ ตัณฑวิเชียร ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยในที่ประชุมวิชาการวาระพิเศษเรื่อง “วัคซีนไข้เลือดออกที่นี่มีคำตอบ” ซึ่งจัดที่โรงพยาบาล (รพ.) จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย การติดเชื้อไข้เลือดออก หรือ “ไข้เดงกี” เพิ่มขึ้นทุกปีในภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะ 4 ประเทศ ได้แก่ อินโดนีเซีย ไทย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม ในประเทศไทยมีผู้ป่วยเป็นไข้เลือดออกเฉลี่ยประมาณ 30,000-50,000 รายต่อปี

แต่ในปีที่มีการระบาดของโรคไข้เลือดออกเป็นจำนวนมากเมื่อ 4-5 ปีที่ผ่านมา มีผู้ติดเชื้อมากกว่า 1 แสนรายต่อปี ขณะเดียวกันมีผู้ป่วยที่ติดเชื้อไข้เลือดออก แต่ไม่แสดงอาการประมาณร้อยละ 70-80 หมายความว่า ในความเป็นจริงประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อไข้เลือดออกต่อปีมากกว่า 1 แสนราย “เนื่องจากโรคไข้เลือดออกถือเป็นปัญหาระดับประเทศถึงระดับโลก องค์การอนามัยโลกจึงมีนโยบายในการกำจัดหรือลดการเจ็บป่วยจากการเป็นโรคไข้เลือดออก คือ 1.การควบคุมยุง ในประเทศไทยการควบคุมยุงได้ปฏิบัติมานานแล้วแต่โรคนี้ก็ยังคงเป็นปัญหาอยู่ และ 2.การให้การดูแลรักษาที่ดีขึ้น ให้มีการเฝ้าระวังโรคไข้เลือดออก ซึ่งในประเทศไทย กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และหลายๆ โรงพยาบาลก็ได้ปฏิบัติกันมาเป็นอย่างดี” ศ.นพ.ธีระพงษ์กล่าว และว่า อย่างไรก็ตาม ความจำเป็นในการมีวัคซีนเพื่อรักษาและป้องกันการป่วยจากโรคไข้เลือดออกก็ยังมีความสำคัญ ในโลกมีวัคซีนป้องกันไข้เลือดออกที่กำลังพัฒนาอยู่หลายตัว แต่มีเพียง 3 ตัวที่สำเร็จ และ 1 ตัวมีจำหน่ายแล้ว สำหรับประเทศไทยมีการนำวัคซีนเดงกีมาใช้แล้วประมาณ 1 ปี โดยเป็นวัคซีนที่ทำจากไวรัสเชื้อลูกผสมไข้เหลืองกับเดงกีสายพันธุ์ 1, 2, 3, 4 อนุญาตให้ใช้ในคนที่อายุ 9-45 ปี และฉีดรวม 3 เข็ม โดยให้ฉีดเข็มแรก จากนั้นเข็มที่ 2 อีก 6 เดือนและเข็มที่ 3 อีก 1 ปี เมื่อฉีดแล้วจะสามารถป้องกันได้ 6 ปี “เนื่องจากเป็นวัคซีนที่มีราคาสูง ประเทศไทยจึงมีนโยบาย พิจารณาให้ในผู้ที่สามารถฉีดวัคซีนได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2560 มีข้อมูลใหม่จากบริษัทผู้ผลิตระบุว่า จากผลการศึกษาเก่าที่พบว่าวัคซีนตัวนี้สามารถป้องกันการนอนโรงพยาบาลได้ถึงร้อยละ 80 ป้องกันการป่วยด้วยไข้เลือดออกรุนแรงได้ถึงร้อยละ 90 ป้องกันการติดเชื้อเดงกีที่ทำให้มีอาการได้ร้อยละ 65 แต่ผลการศึกษาใหม่ พบว่าวัคซีนนี้จะได้ผลมีประสิทธิภาพกับผู้ที่เคยติดเชื้อเดงกีหรือผู้ที่เคยเป็นไข้เลือดออกมาก่อน เพราะเมื่อฉีดแล้วจะสามารถป้องกันการนอนโรงพยาบาลได้ร้อยละ 80-90 ป้องกันการเกิดโรคได้ร้อยละ 60 ขณะเดียวกัน หากให้วัคซีนกับผู้ที่ไม่เคยติดเชื้อมาก่อน จะทำให้มีโอกาสนอนโรงพยาบาลมากขึ้นกว่าคนที่ไม่ฉีด จึงเป็นข้อมูลปัจจุบันว่า ข้อกำหนดของการให้วัคซีนที่มีความสำคัญคือ วัคซีนยังมีประโยชน์กับผู้ที่เคยมีประวัติการติดเชื้อมาก่อน ส่วนผู้ที่ไม่เคยติดเชื้ออาจมีปัญหาทำให้นอนโรงพยาบาลมากขึ้น” ศ.นพ.ธีระพงษ์กล่าว. ขอบคุณข้อมูลบางส่วนและติดตามข้อมูลฉบับเต็มที่ thaihealth