มากู้ร่างพังให้ฟิตกันเถอะ!

ทำไมอายุมากหุ่นยิ่งเผละ? มากู้ร่างพังให้ฟิตกันเถอะ! หุ่นเผละ เนื้อนิ่ม เอวห่วงยาง ใต้ท้องแขน-ขา-คางย้อย ไม่น่ามอง…ถึงเวลาปฏิวัติตัวเองกันแล้ว มากู้ร่างพังให้ฟิตแอนด์เฟิร์มกันเถอะ!!
เคยสงสัยตัวเองกันบ้างไหมคะว่าทำไมยิ่งอายุมากหุ่นยิ่งเผละ

เนื้อเริ่มนุ่มนิ่ม ไม่ฟิตแอนด์เฟิร์มเหมือนเดิม ทั้งๆ ที่กินเท่าเดิม หรืออาจจะน้อยกว่า หรือมากกว่าเล็กน้อย หรืออาจจะมากเกินไปหน่อย ทำให้เห็นชัดว่ามี “ห่วงยางออกมาจากเอว ใต้ท้องแขน ขา และคาง เริ่มห้อยย้อย” โอ๊ยยย…ยิ่งพูดยิ่งเห็นภาพ!! เชื่อว่าคงไม่มีใครอยากเป็นใช่ไหมค่ะ??
งั้นก่อนอื่นเรามาเริ่มไขข้อสงสัยกันก่อนเลยว่า…เมื่อเราอายุมากขึ้นสัดส่วนต่างๆ ของร่างกายที่เคยปังก็พังเละไม่เป็นท่า เพราะว่า “ไขมัน” ที่สะสมอยู่ในส่วนต่างๆ ของร่างกายเข้ามาแทรกเป็นมือที่สามระหว่างความกระชับกับตัวคุณให้ห่างออกจากกันไปเรื่อยๆ ยังไงละค่ะ
ใช่แล้ว!! ทุกคนเข้าใจถูกต้องว่า “ไขมัน” ทำให้เราอ้วนและเกิดโรคเรื้อรังต่างๆ มากมาย แต่ข้อดีของ “ไขมัน” ก็มีเหมือนกันนะ คือให้พลังงาน ป้องกันการย่อยสลายโปรตีนที่มีอยู่ในร่างกายไปใช้ ช่วยดูดซึมวิตามิน A D E K เป็นส่วนประกอบของเนื้อเยื่อประสาท ช่วยให้ร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และป้องกันอวัยวะภายในช่องท้องและหน้าอก ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย ซึ่งถ้ามีปริมาณที่เพียงพอก็ไม่เกิดดราม่าอย่างที่เกริ่นไปนั่นเอง
ถ้าใครอยากรู้ว่าตัวเองมีปริมาณไขมันในร่างกายมากหรือน้อยอย่างไร?? ก็สามารถชั่งได้ตามฟิตเนสต่างๆ เพราะมีเครื่องชั่งน้ำหนักที่สามารถวัดองค์ประกอบร่างกายจากความต้านทานไฟฟ้าที่บอกปริมาณไขมันในร่างกายคอยบริการอยู่ โดยปริมาณไขมันในร่างกายดูได้จาก “Body fat Percentage” คือสัดส่วนของไขมันในร่างกาย ที่คิดเป็นร้อยละเมื่อเทียบกับน้ำหนักร่างกาย
ยกตัวอย่างคนที่มีน้ำหนัก 60 กก. มีไขมันในร่างกาย 20% เท่ากับมีไขมันหนัก 12 กก. เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีเรื่องพื้นฐานทางร่างกายผู้หญิงและผู้ชายที่มีการกระจายไขมันไปสะสมตามส่วนต่างๆ ของร่างกายที่แตกต่างกันตามธรรมชาติ เช่น ผู้ชายมักจะมีไขมันสะสมบริเวณหน้าท้องมากกว่าผู้หญิง ขณะที่ผู้หญิงจะมีไขมันสะสมบริเวณสะโพกและต้นขามากกว่าผู้ชาย และปริมาณไขมันสะสมในร่างกายที่จำเป็นสำหรับผู้หญิงยังมีสัดส่วนที่มากกว่าผู้ชายอีก เนื่องจากไขมันมีความจำเป็นต่อระบบการการเจริญพันธุ์หรือการตั้งครรภ์นั่นเอง
ดังนั้น “Body Fat Percentage” จึงเป็นดัชนีที่ใช้ประเมินองค์ประกอบร่างกายและสุขภาพ เพื่อใช้ในการกำหนดเป้าหมายและทิศทางการออกกำลังกาย ควบคู่ไปกับการกำหนดแนวทางโภชนาการที่เหมาะสมได้ดีอีกด้วย ถ้าสำรวจแล้วพบว่าผู้ชายมีไขมัน 30% ขึ้นไป หญิง 40% ขึ้นไป เรียกว่า “ปริมาณไขมันมากในระดับวิกฤติ” ส่งผลให้มีรูปร่างอ้วนกลม มองเห็นเซลลูไลท์บนผิวหนังได้ชัดเจน มีไขมันส่วนเกินกระจายอยู่ทุกส่วนของร่างกาย เมื่อใส่เสื้อผ้าจะเห็นเป็นชั้นๆ
ถ้าผู้ชายพบ 21-30% ผู้หญิง 31-40% เรียกว่า “ปริมาณไขมันส่วนเกินในร่างกาย” ทำให้รูปร่างท้วม มีชั้นไขมันหนาหุ้มกล้ามเนื้ออยู่ ถ้าพบผู้ชาย 13-20% ผู้หญิง 23-30% เรียกว่า “ปริมาณไขมันตามมาตรฐานทั่วไป” ทำให้รูปร่างสมส่วน สุขภาพอยู่ในเกณฑ์ดี มีสัดส่วนของร่างกายชัดเจน ยังไม่เห็นกล้ามเนื้อมากนัก ถ้าพบผู้ชาย 9-12 % ผู้หญิง 19-22% เรียกว่า “ปริมาณไขมันน้อย” รูปร่างเพรียว กระชับ กล้ามเนื้อชัดเจนยิ่งขึ้น ผู้ชายที่ขยันออกกำลังกล้ามเนื้อหน้าท้องซิกซ์แพคจะชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ณ จุดนี้
ถ้าพบผู้ชาย 5-8% หญิง 15-18% เรียกว่า “ปริมาณไขมันน้อยมาก” ทำให้รูปร่างเพรียวบาง เห็นกล้ามเนื้อชัดเจน สำหรับผู้หญิงที่มีการออกกำลังเพิ่มกล้ามเนื้อบริเวณหน้าท้องจะคือจุดที่สาวๆ จะได้อวดซิกซ์แพคของตัวเองแล้วล่ะค่ะ แต่ถ้าผู้ชายน้อยกว่า 5% ผู้หญิงน้อยกว่า 15% เรียกว่า “ปริมาณไขมันน้อยจนถึงขั้นวิกฤติ” รูปร่างผอมติดกระดูก อันตรายต่อระบบการทำงานของอวัยวะต่างๆ ภายในร่างกาย ส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาว
เมื่อหนุ่มๆ สาวๆ ทราบแบบนี้แล้วลอง “วัดปริมาณไขมันในร่างกาย” ดูนะค่ะ…ว่าตัวเองมีไขมันอยู่ในระดับไหน?? เพราะนอกจากจะใช้เกณฑ์เหล่านี้เป็นตัววัดผลของการออกกำลังกายให้ได้กล้ามเนื้อและสัดส่วนตามต้องการแล้ว ปริมาณ “ไขมัน” ในร่างกายเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่ช่วยย้ำเตือน และส่งสัญญาณให้เราทุกคนหันมาใส่ใจสุขภาพ และสามารถใช้ชีวิตกับร่างกายที่แข็งแรงอย่างมีความสุขได้ค่ะ